gv-5iuoxpem74qfjw.dv.googlehosted.com

การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย สามารถเริ่มต้นได้จากพื้นที่ใกล้ตัว หรือ “หน้าบ้าน” ของเราเอง แนวคิดการสร้างพื้นที่เรียนรู้บนฐานชุมชนจึงถูกจุดประกายขึ้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ผ่านพื้นที่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม นี่คือหัวใจสำคัญของ “โครงการคนรุ่นใหม่กับการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้บนฐานชุมชนสำหรับเด็ก” ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลความสำเร็จสู่รุ่นที่สามในปี 2569 นี้

ความหมายของคำว่าพลิกฟื้นในที่นี้ไม่ใช่การสร้างของใหม่ แต่คือการมองสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชนให้เป็นประโยชน์สำหรับเด็กและผู้คนในชุมชนได้ โดยจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมาจากคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นอยากสร้างโอกาสในการเรียนรู้และความเท่าเทียมให้กับเด็กๆ ในชุมชน พวกเขาไม่ได้มองเพียงแค่การจัดกิจกรรมระยะสั้น แต่มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็ก ชุมชน และธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

เมื่อคนทำงานจากทุกพื้นที่มารวมกันทบทวนเป้าหมายของตัวเอง สิ่งที่มองเห็นตรงกันคือการอยากเห็นเด็กเติบโตจากการเรียนรู้ผ่านการเล่นในพื้นที่ปลอดภัย โดยมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้บนฐานชุมชนอย่างมีส่วนร่วม หลายคนต่างมีความเชื่อร่วมกันว่า การรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชน คือกุญแจสำคัญในการพัฒนา ดังที่มีการสะท้อนแนวคิดกันไว้ว่า “การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้านในการเลี้ยง” การสร้างพื้นที่แห่งนี้จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูให้คนในชุมชนได้กลับมามีส่วนร่วมในการดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ผลลัพธ์คือการเติบโตที่งอกงามในพื้นที่ปลอดภัย

การพลิกฟื้นพื้นที่ว่างในชุมชนให้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เห็นใน 3 มิติ ได้แก่ 

สู่ความยั่งยืน: เปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ให้พึ่งพาตนเองได้

เพื่อให้พื้นที่เรียนรู้บนฐานชุมชนไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่พึ่งพาเงินทุนชั่วคราว ยุทธศาสตร์สำคัญในระยะต่อไปคือการเติมศักยภาพให้คนรุ่นใหม่สามารถบริหารจัดการพื้นที่ในรูปแบบ “ธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของพื้นที่เรียนรู้” (Social Enterprise) เป้าหมายคือการทำให้พื้นที่เรียนรู้สามารถจัดสรรทรัพยากรและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 1-3 ปี

ตัวอย่างของการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่เริ่มเป็นรูปธรรม ได้แก่ การนำเสนอหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่นที่ใช้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ของชุมชนมาเป็นจุดขาย การพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ดึงเด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นไกด์นำเที่ยว หรือการเปิดคาเฟ่ชุมชนที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมสำรวจธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน โมเดลธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความยั่งยืนทางการเงิน แต่ยังเป็นการยกระดับและดึงต้นทุนทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบ 

“เริ่มจากหน้าบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรย แต่คือข้อเสนอว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนเริ่มได้จากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว โครงการนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าเมื่อคนรุ่นใหม่ได้รับโอกาสและมีทักษะที่เหมาะสม ทำให้พวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และพลิกฟื้นพื้นที่ในชุมชนให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยได้จริง โดยมีกระบวนการบ่มเพาะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทั้งตัวบุคคลและชุมชนเติบโตต่อไปได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาทำให้ความเชื่อนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้เห็นชัดขึ้นว่าโจทย์ต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้คนที่เริ่มต้นลงมือทำไว้มีความยั่งยืน

ปัจจุบันโครงการคนรุ่นใหม่กับการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้บนฐานชุมชนสำหรับเด็ก ดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 3 มีพื้นที่เรียนรู้เข้าร่วมทั้งหมด 13 แห่ง ใน 11 จังหวัด 

แบ่งเป็นพื้นที่ต่อยอดที่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน 4 แห่ง ได้แก่ 
1. ป่ายางบันดาลใจ จังหวัดเชียงราย 
2. บ้านดินสร้างสรรค์ จังหวัดอุบลราชธานี 
3. ลานเล่น ลานเล จังหวัดพัทลุง 
4. ห้วยสวนควนนาวา จังหวัดพัทลุง 

และพื้นที่ใหม่อีก 9 แห่ง ได้แก่ 
1. ข่วงทวีสุข Happy Nest Playground จังหวัดเชียงราย 
2. โพมึหน่อ จังหวัดตาก 
3. แม่ขนาดแลนด์ ดินแดนนักเล่น จังหวัดลำพูน 
4. โคกภูดิน เที่ยวกินเล่น จังหวัดร้อยเอ็ด 
5. ละเอาะพาเลาะ จังหวัดสุรินทร์ 
6. เมล็ดพันธุ์เกตรี Learning Space จังหวัดสตูล 
7. ลานเล่น ลานสายรุ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช 
8. ชุมชนเขาเต่า จังหวัดพังงา
9. Seed-Lab.co จังหวัดสระแก้ว


เรื่องและกราฟิกโดย มนันญา (มอส.)
ภาพโดย กมลลักษณ์ และ 13 พื้นที่เรียนรู้ที่เข้าร่วมโครงการ

เรื่องโดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และเครือข่ายฯ

ค้นหาโครงการที่เหมาะกับฉัน
thThai