เรื่องโดย : จี้ วิฬารัก และ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ร่วมกับ Singhadang Feminist Club ได้จัดเวทีเสวนา Islamic Feminism : ใครว่าเป็นมุสลิมแล้วเป็นเฟมินิสต์ไม่ได้ ที่ห้อง ร.403 ตึกคณะรัฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต บรรยายโดย ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น และ อาจารย์ชาลินี สนพลาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 18.30 น.
ว่าด้วยเรื่องอัตลักษณ์ซ้อนทับที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ระหว่างการเป็นมุสลิม และ การเป็นเฟมินิสต์ โดยที่เวทีเสวนาในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นมาโดยเน้นให้เห็นถึงความหลากหลายของขบวนการเฟมินิสต์ ในมิติทางด้านศาสนาอิสลาม เป็นการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ทั้งคนในศาสนาอิสลาม (มุสลิม) และทุกคนที่สนใจทำความเข้าใจทั้งตัวศาสนาอิสลามและขบวนการเฟมินิสต์ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลในปีนี้ โดยที่จะมุ่งเน้นไปในเรื่องโลกที่เท่าเทียม ปราศจากอคติ การเหมารวม และการเลือกปฏิบัติ โลกที่มีความหลากหลาย เสมอภาค และครอบคลุม โลกที่ให้คุณค่ากับทุกความแตกต่าง #InspireInclusion โดยที่ทุกคนสามารถร่วมกันสร้างพื้นที่เพื่อความเท่าเทียมได้

อ.ดะห์ ชี้ให้เห็นว่าทำไมต้องมีการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า Islamic feminism หรือ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี หรือ เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ นั่นเป็นเพราะว่าเกิดการตีความทางศาสนาที่ยึดโยงและเชื่อมโยงในระบบนิยมชาย เพื่อเอื้อผลประโยชน์หรือมอบ Authority — สิทธิหรืออำนาจที่มอบให้แก่บุคคลหนึ่ง เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ “ผู้ให้สิทธิอำนาจ”
เช่น การบอกว่าการลงโทษภรรยาที่ไม่เชื่อฟัง หรือการตีที่ไม่ทำให้โฉมเสียนั้นทำได้ และมีการอ้าง และก็เป็นคำสอนที่ถูกตีความในกระแสหลัก ถ้ากลับไปดูหลักฐานขั้นต้นที่พูดถึงความเสมอภาคเท่าเทียมไม่ได้อธิบายแบบนั้น มันอธิบายว่าคุณจะต้องเสมอภาคเท่าเทียม

นอกจากนี้เรื่อง Islamic feminism เองก็ไม่ได้มีจุดร่วมกับสตรีนิยมกระแสหลัก ในการเคลื่อนไหวของผู้หญิงมุสลิมที่ไปอยู่ในขบวนสตรีนิยมจะเห็นได้ในกลุ่มทฤษฎี Post colonial และ Post constructuralism อย่างเช่น ขบวนนักสตรีนิยมหลังอาณานิคม หรือ Post colonial feminist หรือ นักสตรีนิยมที่อยู่ในกระแสแนวคิดสตรีนิยมหลังโครงสร้างทั้งหมด เพราะว่าหลังโครงสร้างนิยมให้ความสนใจกับเรื่องการรื้อสร้างองค์ความรู้และเข้าไปปรับเปลี่ยนมุมมอง และแทนที่ด้วยนักคิดใหม่ คือวิธีการของกลุ่มหลังโครงสร้างนิยม ถ้าเป็นแนวคิดสตรีนิยมหลังอาณานิคม ก็จะเป็นนักสตรีนิยมที่เป็นผู้หญิงมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคม โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ที่อยู่ภายใต้อาณานิคมอย่างชัดเจน และเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประเทศในภูมิภาค South East Asia เอง อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ทำให้เกิด social movement หรือขบวนการการเคลื่อนไหวทางสังคมเกิดขึ้นในสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
Sisters in Islam (มาเลเซีย) ก่อตั้งขึ้นจากคำถามที่เผาไหม้อยู่ในใจของผู้ก่อตั้ง: “ถ้าพระเจ้าทรงยุติธรรม ถ้าอิสลามทรงยุติธรรม แล้วทำไมกฎหมายและนโยบายที่สร้างขึ้นในนามของอิสลามถึงก่อให้เกิดความอยุติธรรม?” Zainah Anwar ร่วมก่อตั้งกลุ่มศึกษาอัลกุรอานในกัวลาลัมเปอร์กลางทศวรรษ 1980 โดยมีความเชื่อร่วมกันว่าความยุติธรรมและความเสมอภาคคือแก่นแท้ของศาสนา และอัลกุรอานสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ Zainah Anwar ก่อตั้ง Sisters in Islam เพื่อท้าทายวาทกรรมหลักเรื่องอิสลามและสิทธิสตรีในมาเลเซีย และเปิดพื้นที่ถกเถียงเรื่องการตีความศาสนาในชีวิตประจำวัน
Musawah — Global Movement for Equality and Justice in the Muslim Family เกิดขึ้นในปี 2009 โดย Sisters in Islam เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อรวบรวมนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการมาสร้างองค์ความรู้เชิงสตรีนิยมในอิสลาม และทำลายกำแพงระหว่างอิสลามกับสิทธิมนุษยชน ชื่อ Musawah แปลว่า “เสมอภาคเท่าเทียม” โดยแกนคิดหลักคือ ความเสมอภาคทางเพศไม่ขัดกับอิสลาม แต่ขัดกับการตีความที่สะสมมาในระบบชายเป็นใหญ่เท่านั้น
KUPI — Kongres Ulama Perempuan Indonesia คองเกรสนักการศาสนาหญิงในอินโดนีเซีย จัดครั้งแรกในเดือนเมษายน 2017 ที่ Pondok Pesantren Kebon Jambu Al-Islamy เมืองซีเรบอน และครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ Pondok Pesantren Hasyim Asy’ari เมืองเจปารา โดยเลือกจัดในสถานที่ที่มีนักการศาสนาหญิงสอนอยู่จริง มีทั้งการออกฟัตวาและการถกเถียงเรื่องการตีความ
ทั้งสามขบวนการนี้ใช้วิธีการเดียวกัน คือ กลับเข้าไปในศาสนา ไม่ใช่ออกจากศาสนา และถามว่าหลักฐานชั้นต้นบอกว่าอะไรกันแน่
รวมไปถึง วารียะห์ ที่เป็นการเคลื่อนไหวของ LGBTQ มุสลิม และการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม และการรวมตัวกันของกลุ่ม LGBTQ ที่ยังคงมีข้อถกเถียงขึ้นมาในกลุ่มชุมชนแม้ว่าประเทศหรือกลุ่มชุมชนจะมีความก้าวหน้าในเรื่องของการเปิดรับความแตกต่างมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มคนที่มองว่าพวกเขาเหล่านั้นยังคงเป็นลูกหลานมุสลิมและไม่ควรกีดกันหรือปิดบัง ไม่ควรนำออกจากพื้นที่มุสลิม
Islamic Feminism คืออะไร และต่างจากคำอื่นอย่างไร? (คลิ๊กลูกศรเพื่ออ่านต่อ)
ในเสวนาครั้งนี้ ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญที่มักถูกมองข้าม ระหว่าง Muslim Feminism กับ Islamic Feminism
- Muslim Feminism พูดถึงใครก็ได้ที่เป็นมุสลิมและสนใจประเด็นเรื่องบทบาทของผู้หญิงผู้ชายในสังคม เป็นการมองผ่านมุมมองของชุมชน
- Islamic Feminism ต่างออกไป มันเข้าไปในตัวบทโดยตรง คือไม่ใช่แค่สังเกตว่าชุมชนมุสลิมปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างไร แต่กลับเข้าไปในคัมภีร์และถามว่า คำสอนต้นฉบับจริงๆ บอกว่าอะไร?
ขณะที่นักประวัติศาสตร์ Margot Badran นิยามไว้ในบทความ “Islamic Feminism: What’s in a Name?” (2002) ว่า Islamic Feminism คือสตรีนิยมที่ยึดอยู่กับอัลกุรอานเป็นศูนย์กลาง และใช้การตีความ (exegesis) เป็นวิธีการหลัก กล่าวคือ มันไม่ได้นำแนวคิดจากภายนอกมาติดตั้ง แต่เป็นการกลับไปอ่านพระคัมภีร์ใหม่ด้วยคำถามว่า ความเสมอภาคมีอยู่ที่นี่แต่ต้น แล้วมันหายไปไหน?
สำคัญมากที่ต้องเข้าใจว่า Islamic Feminism ไม่ใช่สาขาทฤษฎีสตรีนิยมที่มีชื่อตายตัว เหมือน Liberal Feminism หรือ Radical Feminism แต่มันปรากฏอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหว ในเอกสารวิชาการ และในชีวิตของผู้หญิงมุสลิมที่ไปอยู่ในกระแสแนวคิด หลังอาณานิคม (Post-colonial) และ หลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralism) คือกลุ่มที่สนใจการรื้อสร้างองค์ความรู้เดิมและแทนที่ด้วยมุมมองใหม่
อ้างอิงเพิ่มเติม: Margot Badran, “Islamic Feminism: What’s in a Name?” Al-Ahram Weekly, 2002
เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการรื้อสร้างอำนาจเหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น อ.อัมพร ได้ชวนอ่านหนังสือ 4 เล่มที่เปลี่ยนโลกทัศน์ ของขบวนการ Islamic Feminism ได้แก่…
ชวนอ่านหนังสือ 4 เล่ม ที่ อ.ดะห์ พูดถึงในช่วงเสวนา (คลิ๊กลูกศรเพื่ออ่านต่อ)
Speaking in God’s name โดย Khaled Abou El Fadl ตีพิมพ์ในปี 2001
อาจารย์สอนทางด้านเทววิทยา เป็นอาหรับมุสลิม และสอนในอังกฤษ และมีตัวเล็ก ๆ Islamic law, authority, women กฎหมายอิสลาม อำนาจในเชิง authority และ women ซึ่งก็น่าสนใจว่าคำที่เขาใช้และวิธีการที่อธิบาย เป็นอาจารย์ที่สนใจในการเขียนงานหลายเรื่องและเล่มนี้เขียนเรื่องอำนาจกับผู้หญิง การพูดในนามพระเป็นเจ้า และก็มองมิติผู้หญิง gender lens ผ่านหลักกฎหมายอิสลาม อย่าง “ชารีอะห์”
Do muslim women need saving ? โดย Lila Abu-Lughod ตีพิมพ์ในปี 2013
ซึ่งเป็นงานที่เขียนหลังช่วงเหตุการณ์ 911 เป็นเปเปอร์ที่น่าสนใจอีกมุมนึงที่นักสตรีนิยมอย่างไลลา ที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ที่มีพื้นฐานมาจากตะวันออกกลางอย่างปาเลสไตน์ ให้ความสนใจที่จะวิเคราะห์ว่าความซ้อนของอำนาจทางปกครอง และการเข้าถึงอำนาจ ใครจะมาดูแลมันซ้อนอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ของอาณานิคมนั้นเป็นผลพวงของอาณานิคม การจัดการของโครงสร้างระบบโลกและวิธีการดำเนินการภายใต้รัฐสมัยใหม่ที่มุสลิมอาศัยอยู่ นำมาสู่การดูว่ามุสลิมหลาย ๆ ที่ อย่างเช่นในอัฟกานิสถาน หรือ ปากีสถาน ถึงไม่ได้มีสิทธิมีเสียงเหมือนสิทธิของผู้หญิงสากลทั้ง ๆ ที่กระบวนในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนมันก็ได้รับการรับโดยรัฐเหล่านั้นแล้ว ทำไมผู้หญิงมุสลิมถึงถูกกดขี่อยู่ ? ไลลาก็เขียนว่าวิธีในการอธิบายว่าทำไมผู้หญิงมุสลิมถูกกดขี่นี้ ไม่สามารถอธิบายได้โดยตรงได้ ต้องกลับไปดูว่า ใครที่เรียกตนเองว่า ผู้ปกครอง หรือ ผู้ปกป้อง แล้วมีผลอย่างไร
Inside the gender Jihad women’s reform in islam โดย Amina Wadud ตีพิมพ์ในปี 2006
JIhad ในกระแสหลักจะแปลว่า สงครามเพื่อพระเจ้า สงครามอันศักดิ์สิทธิ สงครามการต่อสู้เพื่อพระเป็นเจ้า คำนี้มีการใช้คู่กับ Gender ได้อย่างน่าสนใจ ในขณะเดียวกันคำว่าญิฮัดก็ถูกใช้ในมิติของศาสนาในความหมายที่ว่าต่อสู้กับอารมณ์ตัวเอง ต่อสู้กับความที่เราอยากทำแต่เรารู้ว่าสิ่งนี้จะส่งผลไม่ดี เช่น อาจจะอยากแก้บวช ถืออีกระนาบหนึ่งของนักวิชาการ ว่านี่คือญิฮาด การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำหรือนัฟซู ความหมายญิฮัดทำให้อยู่ในหลายมิติมาก นอกเหนือจากมิติที่เป็นกระแสหลักที่เราให้คำอธิบาย ทีนี้ Gender jihad เขามีคำว่า reform ด้วย คือการปฏิรูป ไม่ใช้คำว่า revolution หรือ การปฏิวัติ reform คือการรื้อในสิ่งที่มันไม่ใช่ที่ใช่ทาง ทำให้มันเข้าที่เข้าทางหรือควรจะเป็นเพื่อผลประโยชน์ใด ๆ ต่อวงสาธารณะหรือผู้คน Gender jihad อะมีนาบอกว่าการทำให้สถานะความสัมพันธ์ทางเพศ มันเป็นเรื่องของความเสมอภาค Justice ความยุติธรรม เขาใช้คำว่า Justice เยอะมาก จริง ๆมีอีกหลายเล่มที่เราไม่ได้พูดถึง ทั้งที่มีคนเขียนเป็นผู้ชาย ผู้หญิงและ trans ด้วย อะมีนะก็ raise ประเด็นนี้ขึ้นมาเช่นกันว่า การละหมาดมันไม่ได้ดูที่เรื่องของเพศเป็นปัญหา การปะปนระหว่างเพศเป็นปัญหา แต่มันคือการตรงต่อพระเป็นเจ้าและในขณะเดียวกันกระบวนการในการละหมาดคือกระบวนการในการขัดเกลาตนเองไม่ใช่ขัดเกลาคนอื่น นอกจากนี้ gender jihad ก็พูดถึงการมีสถานะภาพของผู้หญิงในชุมชนมุสลิมอีกด้วย
Men in charge ? โดย Ziba Mir-Hosseini, Mulki Al-Sharmani, Jana Rumminger ตีพิมพ์ในปี 2015
เป็นงานเขียนที่มีการพูดถึงอายะห์หรือโองการในพระคำภีร์กุรอาน โดยเฉพาะในโองการที่ว่าด้วยบรรดาชายผู้รับผิดชอบหรือคนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ปกปักรักษาคุ้มครองและ men in charge ที่ถูกกล่าวอ้างในโองการที่ 43 เป็นวรรคที่มีการกล่าวว่า ผู้ชายเป็นผู้คุ้มครองปกป้อง พิทักษ์ให้กับผู้หญิง เป็น guidance ให้กับผู้หญิง และวรรคนี้เป็นการถ่ายความคิดและตั้งเป็นชื่อหนังสือ และนักเขียนหลายคนเริ่มจากการอภิปรายในวรรคนี้ แล้วหลังจากนั้นก็นำเสนอในหลาย ๆ ที่ รวมทั้งมหาวิทยาลัยในตะวันตก SEA บรรดาคนเขียนก็มองว่า Men in charge คือ DNA ของ Patriarchy เพราะฉะนั้นต้องกลับมาดูว่าในบริบทโองการนี้มีนัยยะอะไร หรือในภาษาอาหรับโบราณมันถูกอธิบายอย่างไร หลักการในการถ่ายถอดความรู้ความเข้าใจ เรื่องความเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองนี้ มีความเข้าใจว่าเป็นผู้ชายในแง่ไหน ในความหมายไหน อันนี้ก็จะเป็นหนังสือที่หนักไปในเรื่องของหลักเทววิทยา และเรื่องของการตีความเข้ามาเกี่ยวด้วย

จากการเสวนาในครั้งนี้ได้หยิบยกแนวคิดของศาสนาอิสลามมาพลิกดูในมิติที่หลากหลายมากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่กระแสหลักที่ถูกตีความในโครงสร้างโยงใยความเชื่อความหมายในระบบนิยมชายแต่เพียงอย่างเดียว และได้ทำให้เห็นว่า ณ ตอนนี้มุสลิมในรุ่นถัด ๆ ไป ได้มีกระบวนการสร้างและท้าทายอำนาจของระบอบนิยมชายในสังคมมุสลิมที่เป็นอยู่ด้วยการตั้งคำถามและการกลับเข้าไปหาคำตอบในหลักฐานชั้นต้น เพื่อหาคำตอบและวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ ซึ่งนำมาสู่ข้อถกเถียงในสังคม
คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในเสวนาคือ ทำไมไม่ใช้กฎหมายสากล? ทำไมไม่ใช้ CEDAW หรือกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ? (คลิ๊กลูกศรเพื่ออ่านต่อ)
Islamic Feminism ไม่ได้ปฏิเสธกลไกสากลอย่าง CEDAW แต่มองว่ามันไม่พอ
“ในความเป็นจริง ถ้าดูในบริบททางวัฒนธรรม เมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัว เมื่อมีข้อพิพาทในชุมชน ปัญหาหลายอย่างไม่ได้วิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจหรือบ้านพักฉุกเฉิน หลายคนวิ่งเข้าไปหาอิหม่ามก่อน”
อิหม่ามในฐานะผู้รู้และคนที่ชาวบ้านเชื่อว่า จะหาทางออกให้เขาได้มี authority ในฐานะผู้รู้ แต่ไม่มี authority ในการบอกว่าใครเป็นอาชญากร สิ่งที่เขามีอำนาจทำได้คือพูดว่า “กลับไปอยู่ด้วยกัน” หรือ “ตบตีที่ไม่ทำให้เสียโฉม ไม่เป็นไร” ก็พยายามที่จะหาความปรองดอง และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนจริงๆ
ดังนั้น ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ถึงคนจริงๆ ต้องพูดในภาษาที่ชุมชนนั้นยอมรับ นั่นคือ ภาษาของศาสนาเอง
ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวบทคำสอน แต่อยู่ที่ อำนาจในการตีความ ที่สะสมมาในระบบ
“ถ้ากลับไปดูหลักฐานชั้นต้นที่พูดถึงความเสมอภาคเท่าเทียม มันไม่ได้อธิบายแบบนั้น มันอธิบายว่าคุณจะต้องเสมอภาคเท่าเทียม” — ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น

(ศิลปินคนแรกจากทั้งหมด 3 คน ในซีรีส์ IWD 2569 ของเรา)
บริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำไมอินโดนีเซียถึงเป็นศูนย์กลาง?
ในช่วง Q&A มีคำถามน่าสนใจมากว่า ทำไมอินโดนีเซียถึงเป็นแหล่งผลิตงานวิชาการและการเคลื่อนไหวด้านนี้มากที่สุดใน SEA?
ผศ.ดร.อัมพร ให้เหตุผลหลักได้แก่ ประการแรก อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีมุสลิมมากที่สุดในโลก ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวิธีการปฏิบัติศาสนาจึงกว้างกว่าที่อื่น อิสลามที่เข้ามาในหมู่เกาะตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-14 ถูกเรียกว่า “อิสลามมูสันตราราม” เป็นอิสลามที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในสมัยก่อนและวัฒนธรรมนั้นไม่ได้ขัดกับหลักอิสลามที่บอกว่ามีพระเจ้าองค์เดียว อินโดนีเซียเป็นที่ที่นักการศาสนาให้ความสนใจ มีนักการหลายแนวทางมาก และให้ความสนใจกับประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน โดยไม่ถอดรากวัฒนธรรมเดิม
ประการที่สอง ศาสนาอิสลามไม่ได้ถูกทำเอาไปสู่การจัดการโดยอำนาจรัฐ รัฐบาลอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการปฏิรูปการปกครองไม่ได้ใช้หลักการทางอิสลามในการเมืองการปกครองไม่ได้ถูกถือเป็นหลักนิยมของรัฐ แต่ก็จะมีการอนุญาตหรือการทำให้หลักการความเป็นมุสลิม มีสิทธิ มีเสียงมากกว่าชนอื่น ๆ เช่น กิจกรรมทางศาสนาที่ได้รับการสนับสนุน หรือ การได้รับการยอมรับ การขยายความคิดว่าหลักการอิสลามที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายมุสลิม เป็นที่ยอมรับได้ เราก็มองว่ามุมมองของรัฐเนี่ย ที่ประชากรจำนวนมากเป็นมุสลิมทำให้อินโดนีเซียมีความกว้างไกล
ประการที่สาม นักศึกษาและนักวิชาการอินโดนีเซียไม่กลัวที่จะนำหลักคำสอนมาถกเถียง เพราะแหล่งความรู้มีหลากหลายและเปิดกว้าง
สำหรับ ไทยและชายแดนใต้ อาจารย์ได้กล่าวถึงประสบการณ์ตรงว่า เมื่อเธอพูดเรื่องนี้ในวงนักศึกษา มีนักศึกษาจากชายแดนใต้บอกว่า “มันน้อยมากเนอะที่จะเป็นเฟมินิสต์และมุสลิมด้วยกัน” สะท้อนให้เห็นว่าในบริบทไทย ทั้งสองอัตลักษณ์นี้ยังถูกมองว่าขัดแย้งกัน และพื้นที่สำหรับการพูดถึงมันอย่างปลอดภัยยังมีจำกัด การพูดถึง Islamic Feminism ยังไม่ใช่เรื่องง่าย

Islamic Feminism ไม่ใช่การปฏิวัติ (revolution) แต่เป็นการปฏิรูป (reform) คำนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่ากลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการทุบทิ้งทุกอย่าง แต่ต้องการกลับไปหาสิ่งที่เชื่อว่ามีอยู่แล้วในศาสนา และถูกบดบังโดยวัฒนธรรมและอำนาจ ไม่ใช่โดยหลักการ ทั้งนี้การกัดเซาะรากฐานระบบนิยมชายที่มีมาอย่างเนิ่นนานนั้นไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในระยะสั้นหรือการพูดคุยไม่กี่ครั้ง และแน่นอนว่าภาพจำของศาสนานิยมชายจะยังคงอยู่ต่อ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างโยงใยความเชื่อความหมายใหม่นี้ขึ้นมา แต่หลังจากเสวนานี้จบลงได้เกิดการพูดคุยถกเถียงในสังคมในวงกว้างทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับการมีอยู่ของ ‘Islamic feminism’ และการมีอยู่ของเสวนานี้ผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ทั้งนี้มีผู้สนใจให้จัดกิจกรรมบรรยายในหัวข้อนี้ต่อไป นั่นก็ทำให้เห็นและเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เสวนาในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในขั้นหนึ่ง และเรื่องเพศในศาสนาจะถูกหยิบยกขึ้นมาตีความและวิเคราะห์ขึ้นมาใหม่ได้อย่างไม่หยุดนิ่ง
เวทีเสวนานี้ได้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีนิยมและความแตกต่าง แต่ก็ยังคงยึดโยงกับสถานการณ์ของผู้คนในปาเลสไตน์ และทุกชีวิตในเขตสงคราม “ขณะที่พวกเราเฉลิมฉลองวันสตรีสากลกันอยู่ กลุ่มผู้หญิงและทุกคนที่อยู่ในพื้นที่เขตสงครามไม่เพียงแต่ไม่มีโอกาสเฉลิมฉลอง แต่คนในพื้นที่แห่งนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้วันอะไร และจะมีชีวิตต่ออย่างไรในวันรุ่งขึ้น”
#ceasefirenow
Immediate Ceasefire & end to the Occupation of Palestine.
