gv-5iuoxpem74qfjw.dv.googlehosted.com

เขียนโดย : ธีรภัทร เจริญฤทธิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 17

ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเยือน แซนซิบาร์ (Zanzibar) ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 หมู่เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกา การเดินทางจากประเทศไทยใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมง เป็นการเดินทางที่ยาวนานไปยังอีกฟากหนึ่งของโลก 

“Jambo” คือคำทักทายแรกที่ผมได้ยินเมื่อเท้าของผมสัมผัสกับผืนดินของแซนซิบาร์ คำว่า Jambo เป็นภาษาสวาฮีลีที่ใช้ทักทายกัน แปลว่า “สวัสดี”

ผมได้สัมผัสกับผู้คนและวิถีชีวิตโดยเฉพาะในย่าน Stone Town ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ทำให้พบว่าความน่าสนใจของ Stone Town ไม่ได้อยู่เพียงแค่ความเก่าแก่ของอาคารหรือถนนแคบ ๆ แต่คือการที่เมืองแห่งนี้เป็นเหมือนพื้นที่ที่วัฒนธรรมหลายแห่งเดินทางมาพบกัน ผู้คน ความเชื่อ ศาสนา ภาษา อาหาร และสถาปัตยกรรม ล้วนสะท้อนประวัติศาสตร์ของเมืองท่าที่เชื่อมโยงแอฟริกาตะวันออกเข้ากับคาบสมุทรอาหรับ อินเดีย และโลกภายนอกมาเป็นเวลายาวนาน

แซนซิบาร์ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวที่สวยงาม ก่อนที่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อชมทะเลสีคราม ชายหาด และเมืองเก่า แซนซิบาร์เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของการค้าในมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะการค้างาช้าง เครื่องเทศ และทาส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 เมืองแห่งนี้เติบโตขึ้นจากเครือข่ายการค้าขนาดใหญ่ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอำนาจของสุลต่านโอมาน ขณะเดียวกันการค้าทาสจากแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกาตะวันออกก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค ผู้คนจำนวนมากถูกจับและนำเข้าสู่เส้นทางการค้าทาส บางส่วนถูกนำมายังแซนซิบาร์เพื่อใช้เป็นแรงงานในกิจการต่าง ๆ ขณะที่บางส่วนถูกส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นรอบมหาสมุทรอินเดีย โดยบริเวณตลาดค้าทาสเดิม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Christ Church Anglican Cathedral ซึ่งแท่นบูชาของโบสถ์ถูกสร้างขึ้นตรงตำแหน่งเดียวกับเสาที่เคยใช้เฆี่ยนทาสในอดีต เพื่อเป็นสัญลักษณ์รำลึกถึงการเลิกทาสในภูมิภาคนี้

ที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงเมืองแห่งเครื่องเทศหรือเมืองท่องเที่ยวริมทะเล แต่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ซับซ้อน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเดินทางมาพบกัน ขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ที่ยังคงมีบาดแผลจากอดีตหลงเหลืออยู่ ความสวยงามของเมืองไม่ได้แยกขาดจากประวัติศาสตร์ หากเกิดขึ้นท่ามกลางเรื่องราวหลายด้าน ทั้งการเดินทางของผู้คน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองทางการค้า และความสูญเสีย

ในย่าน Stone Town มีถนนสายเล็ก ๆ เชื่อมต่อถึงกัน ผมเดินผ่านร้านขายของฝาก ที่มีงานศิลปะ และโปสการ์ดที่บันทึกภาพชีวิตของผู้คนในแซนซิบาร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของเมือง ด้านที่ผู้คนยังคงใช้ชีวิต สร้างสรรค์ และถ่ายทอดเรื่องราวของบ้านเกิดผ่านสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เมื่อมองย้อนกลับไป การเดินทางครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ผมรู้จักเพียงแซนซิบาร์ แต่ทำให้ผมเข้าใจว่า สถานที่หนึ่งแห่งสามารถมีเรื่องราวมากกว่าที่สายตาเห็น มีทั้งความงดงามและความเจ็บปวด มีทั้งความรุ่งเรืองและความสูญเสีย มีทั้งเรื่องราวที่ถูกจดจำ และเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งอาจถูกทำให้เงียบหายไป เบื้องหลังสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ยังมีประวัติศาสตร์ของผู้คนซ่อนอยู่เสมอ

“Asante sana” ภาษาสวาฮีลี แปลว่า “ขอบคุณมาก”


ติดตามอ่าน The Experimental Ground: พื้นที่ทดลองทางความคิด บทบันทึกและร่องรอยการเดินทางของคนทำงานสังคม ได้ที่นี่

#มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม #thaivolunteerservice

เรื่องโดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และเครือข่ายฯ

Find the right project for me
en_USEnglish