gv-5iuoxpem74qfjw.dv.googlehosted.com

มุมมองจากคนทำงานสังคมและมุมมองต่อสภาวะประชาธิปไตยถดถอย 2569

บรรยากาศการเลือกตั้งและประชามติปี 2569 คือหมุดหมายสำคัญที่ผู้คนจำนวนมากคาดหวังว่าจะได้เห็นทิศทางใหม่ของประเทศโดยมีประชาชนเป็นผู้ออกแบบ

แต่เมื่อกระบวนการดำเนินไปจนถึงจุดที่สังคมเริ่มมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งกรณีการรายงานผลคะแนนที่ล่าช้า ตัวเลขไม่สอดคล้องกันในบางเขตเลือกตั้ง และข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบบาร์โค้ด/QR Code ที่ใช้ในกระบวนการ รวมถึงการชี้แจงที่ยังขาดรายละเอียดชัดเจนในหลายกรณี ความคลุมเครือเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อสงสัยทางเทคนิค แต่กำลังกระทบ “ความไว้วางใจในระบบ” 

องค์กรอิสระ ≠ อิสระจากการตรวจสอบ 

ความเป็นองค์กรอิสระไม่ควรหมายถึงการพ้นจากการตั้งคำถาม หากกระบวนการชี้แจงไม่ชัดเจน หรือการรับฟังข้อร้องเรียนไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ ความเป็นอิสระนั้นย่อมถูกมองว่าเป็นเกราะกำบังมากกว่าหลักประกัน

เมื่อความเชื่อมั่นในกติกาหลักเริ่มสั่นคลอน สิ่งที่สูญเสียไปไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้สึกผิดหวัง แต่คือการสลายตัวของความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) ซึ่งเปรียบเหมือนสิ่งที่ยึดโยงผู้คนให้เกิดการรวมตัวและความร่วมมือ เมื่อประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่ากติกาพื้นฐานถูกใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลเลือกตั้งครั้งเดียว แต่สะสมเป็นรอยร้าวของ “ทุนทางสังคม” ที่เคยทำให้ผู้คนเชื่อว่าการมีส่วนร่วมยังมีความหมาย ต้นทุนของความไม่ไว้วางใจสูงกว่าที่เห็น รัฐต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการสร้างความชอบธรรม ขณะที่ภาคประชาชนกำลังเสียความรู้สึกและทรัพยากรในระบบที่ไม่สามารถพยากรณ์ความยุติธรรมได้

ความรู้สึกของคนทำงานสังคมในวันที่ความไว้วางใจถูกทำลาย 

หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เราได้ยินเสียงสะท้อนจากอาสาสมัครจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า “เราคาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดหวังว่าสังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนสิ่งที่ทำไปไม่มีความหมาย” หลายคนพูดตรง ๆ ว่ามันเหมือนอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนเดินทางกลับบ้านไปเลือกตั้ง
หวังเห็นความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดของตัวเอง แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม อำนาจยังหมุนเวียนอยู่ในโครงสร้างเดิม บางคนบอกว่าเหนื่อย ไม่ใช่แค่ทางกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมจากความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขายังคงมีความหวัง และมองว่าต้องไปทำงานด้านความคิดกับผู้คนต่อไป บาง

สภาวะความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานสังคมหลังสิ้นสุดการเลือกตั้งครั้งนี้ 

สามารถอธิบายได้ผ่านภาวะหมดหวังจากการเรียนรู้ (Learned Helplessness) ตามทฤษฎีจิตวิทยาสังคม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับสถานการณ์เชิงลบซ้ำๆ โดยที่ความพยายามของพวกเขาในการแก้ไขกลับไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ จิตใจจึงเรียนรู้ที่จะถอยเพื่อป้องกันตนเองจากความผิดหวังซ้ำซาก สภาวะนี้มักมาพร้อมกับความขัดแย้งภายในใจ (Cognitive Dissonance) ระหว่างชุดความเชื่อที่ว่าการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ กับความเป็นจริงที่พบเห็นว่าระบบไม่ได้ตอบสนองต่อเจตจำนงนั้น รอยร้าวระหว่างชุดความคิดและความจริงนี้เองที่ทำให้คนทำงานจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในทางขนานที่หาจุดบรรจบไม่ได้ จนนำไปสู่สภาวะความเหนื่อยล้าทางจิตใจในที่สุด

ภายใต้สภาวะทางตันนี้ บทบาทของภาคประชาสังคมมักถูกเหวี่ยงไปมาระหว่างการทำหน้าที่ซ่อมแซมปัญหาเฉพาะหน้า กับการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง หากการทำงานอาสาสมัครมุ่งเน้นเพียงการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่รัฐทำผิดพลาดเพื่อประคับประคองให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ เราอาจตกอยู่ในความเสี่ยงของการเป็นเพียงพลาสเตอร์ที่ช่วยให้รัฐที่ขาดประสิทธิภาพยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้โดยไม่ต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะในเชิงยุทธศาสตร์จะเกิดขึ้นได้เมื่อคนทำงานสามารถแปรเปลี่ยน “ภารกิจอุดรูรั่ว” เหล่านี้ให้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสะท้อนความล้มเหลวของระบบ และใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือในการทวงถามถึงการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง แทนที่จะเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานบรรเทาผลกระทบไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ประชาธิปไตยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของความหวัง 

สภาวะประชาธิปไตยถดถอยที่สังคมไทยจะต้องเผชิญ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงอำนาจโดยฉับพลัน แต่คือการค่อยๆ กัดเซาะความเชื่อมั่นในกติกาพื้นฐานผ่านกระบวนการจัดการที่ขาดมาตรฐาน ในเชิงอำนาจรัฐฝ่ายกุมกลไกอาจดูเหมือนเป็นผู้ชนะในวันนี้ แต่ในเชิงอุดมการณ์ พื้นที่ของความหวังยังคงดำรงอยู่ตราบเท่าที่ประชาชนยังไม่ยอมรับว่าความบิดเบี้ยวเป็นเรื่องปกติ ประชาธิปไตยจะล่มสลายอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผู้คนหยุดตั้งคำถามและเริ่มชินชากับความไม่โปร่งใส การรักษาความสามารถในการแยกแยะถึงความผิดปกติและความอยุติธรรมได้ จึงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่รักษาคุณค่าของระบอบเอาไว้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก

ท้ายที่สุด เมื่อความหวังในรูปแบบเดิมเริ่มจางหายไป แนวคิดความหวังที่หยั่งรากลึก (Radical Hope) จะเข้ามาเป็นแกนกลางในการประคองตัวตนของคนทำงานสังคม ความหวังในลักษณะนี้ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างเลื่อนลอย แต่คือการยอมรับอย่างซื่อตรงว่าโลกแบบเดิมที่เราเคยรู้จักมันพังทลายลงแล้ว และเราต้องมีความกล้าหาญที่จะอยู่กับสภาวะสุญญากาศเพื่อรอสร้างสิ่งใหม่เมื่อเส้นทางหลัก (Pathways) ถูกปิดกั้น หน้าที่ของพวกเราคือการรักษาเป้าหมาย (Goals) และความเชื่อมั่นในพลังของตนเอง (Agency) เอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการยืนยันว่า เราจะไม่ยอมจำนนต่อซากปรักหักพังของโครงสร้างเดิมที่หมดความชอบธรรมไปแล้ว

เรื่องโดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และเครือข่ายฯ

ค้นหาโครงการที่เหมาะกับฉัน
thThai