
‘ติ๊กต้อก’ เสียงเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) กำลังจะขยับอีกครั้ง หลังจากช่วงต้นปี 2569 นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งเข็มนาฬิกาอยู่ห่างจากเส้นตายช่วงเวลาเที่ยงคืนเพียง 85 วินาที หากถึงเส้นตายนั่นหมายความว่า มนุษยชาติได้สร้างหายนะจนโลกบ้านเพียงหลังเดียวของทุกสรรพชีวิตไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป นี่คือช่วงเวลาที่มนุษยชาติเข้าใกล้หายนะที่สุดในสายธารประวัติศาสตร์โลก และภัยพิบัติน้ำแข็งถล่มหลังคาโลกอาจเป็นสัญญาณที่เร่งให้มนุษยชาติต้องร่วมมือกัน
ร่วมสัปดาห์หลังเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันจากธารน้ำแข็งถล่มในบริเวณพรมแดนรอยต่อเนปาล-ทิเบต มวลน้ำและคลื่นกองโคลนขนาดมหึมาถล่มบ้านเรือนไกลกว่า 100 กิโลเมตร กินพื้นที่ในหลายเมืองของเนปาล ยอดตัวเลขผู้สูญเสียที่ยืนยันแล้วในขณะนี้ 1385 รายและผู้สูญหายราว 5.5 พันราย ตัวเลขยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลวันที่ 8 กันยายน 2569) หลายเมืองในขณะนี้ยังไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำบริโภค-อุปโภค เนื่องจากอาคารโครงสร้างพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
รัฐบาลเนปาลประกาศลดธงลงครึ่งเสาเป็นเวลา 13 วัน เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสียตามธรรมเนียมประเพณีฮินดูโบราณ พร้อมเรียกร้องไปยังนานาชาติให้ร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเทศที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้ปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกจนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้
ด้านประชาชนชาวเนปาลรวมตัวกันบริเวณทำเนียบรัฐบาลในเมืองกาฐมาณฑุ (Kathmandu) เมืองหลวงของประเทศเนปาลเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายยังร่วมประท้วงพร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อไปถึงรัฐบาลที่ทำงานล่าช้าตั้งแต่การออกประกาศเตือนภัย ไปจนถึงการค้นหาผู้รอดชีวิต ประชาชนต้องดำเนินการค้นหาด้วยตัวเอง โดยเดินทางไปตามโรงพยาบาลตามเมืองต่างๆ เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและตามหาบุคคลสูญหาย อาสาสมัครรายพันคนจากหลากหลายประเทศร่วมเดินทางเข้าช่วยเหลือเนปาลและทิเบตอย่างไม่หยุดหย่อน
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มนักรณรงค์และนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังชี้ว่าตัวการเดียวที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคหายนะคือ ‘สภาวะโลกเดือด’ หรือ Global Boiling ภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงและส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งบนโลก
#โลกเดือดเส้นตาย 1.5 องศาเซลเซียส เข็มนาฬิกาสุดท้ายทางสิ่งแวดล้อม
‘อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 1 องศา ก็ทำให้โลกที่คุณรู้จักเปลี่ยนไป’
มาร์ค ไลนัส (Mark Lynas) นักเขียนและนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษ ผู้เขียนหนังสือ Six Degrees: Our Future on a Hotter Planet (ปี 2007) ได้อธิบายฉากทัศน์ความหายนะของโลกในแต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าแม้โลกจะร้อนขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส ก็ส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรง สภาพอากาศแปรปรวน และระบบนิเวศเริ่มพังทลายอย่างมหาศาล ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ทุกสรรพชีวิตบนโลกจะขาดแหล่งอาหาร หากถึง 1.5 องศาเมื่อไรนั้นหมายความว่ามนุษยชาติล้มเหลวในการเยียวยารักษาอุณหภูมิโลกให้คงที่ และผลที่ตามมาคือน้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลาย หลังคาโลกที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะจะเริ่มละลายและหายไปในที่สุด ธารน้ำแข็งจะพังทลายปรากฏการณ์ภัยพิบัติจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งเหล่านี้ตรงกับที่ องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้ออกคำเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียง 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งเป็น “จุดเปลี่ยนผ่านสู่หายนะ” ที่จะส่งผลกระทบขั้นรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกอย่างที่กล่าวไป และภายในปี 2570 นักวิทยาศาสตร์ชี้ตรงกันว่าโลกกำลังเข้าใกล้เข็มนาฬิกาสุดท้ายทางสิ่งแวดล้อมและไม่สามารถย้อนกลับมาได้
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน จากงานวิจัย GLAMBIE ระบุว่า ระหว่างปี 2000-2023 โลกสูญเสียมวลธารน้ำแข็งไปแล้วกว่า 6.5 พันล้านตัน ส่วนเทือกเขาบริเวณฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) บริเวณหลังคาโลกละลายเร็วขึ้นถึง 65% ซึ่งอัตราการสูญเสียยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มก็จะปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้น
ทั้งหมดนี้เองจึงทำให้รัฐบาลเนปาลต้องออกมาเรียกร้องต่อนานาชาติ ว่าเหตุใดประเทศกำลังพัฒนาที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 0.1% ของโลก กลับต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากสภาวะโลกเดือด พร้อมส่งเสียงไปถึงประเทศที่พัฒนาแล้วและมีอัตราการปล่อยก๊าซขนาดใหญ่และเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมร่วมรับผิดชอบ รวมไปถึงเรียกร้องความชดเชยไปยัง กองทุนเพื่อการสูญเสียและความเสียหายจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Loss and Damage Fund) ที่เริ่มการทำงานเยียวยาตั้งแต่การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 (COP27) ณ ประเทศอียิปต์ จนถึงปัจจุบัน ทำให้โลกต้องเบนเข็มความสนใจมายังเหตุภัยพิบัติในครั้งนี้ เพราะเพียงเข็มนาฬิกาเบี่ยงโลกเริ่มขยับ หายนะทางธรรมชาติเริ่มส่งผลขึ้นเร็วทุกนาที
คำถามสำคัญคือประเทศไทย ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเดินต่ออย่างไร และทำไมเราถึงได้รับผลกระทบราวกับผีเสื้อขยับพายุก็เกิด
#เมื่อผีเสื้อขยับปีกธารน้ำแข็งถล่มทำไมไทยสะเทือน?
หลายคนอาจรู้จักกับปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect) แนวคิดที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในจุดเริ่มต้น อาจส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และคาดไม่ถึงในอนาคต และนั่นคือคำอธิบายเรื่องผลกระทบได้เป็นอย่างดี
ระยะทางกว่า 2.2 พันกิโลเมตรจากธารน้ำแข็งแห่งหลังคาโลกถึงประเทศไทย อาจเป็นเส้นทางที่ไกลเหลือคณา ทว่าแม่น้ำหลายสายในประเทศแถบเอเชียล้วนมีต้นกำเนิดจากทะเลสาบบนยอดภูเขาน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำคงคา (Ganges River) ในอินเดีย แม่น้ำแยงซี (Yangtze River) ในประเทศจีน รวมไปถึงแม่น้ำสาละวิน (Salween River) แม่น้ำโขง (Mekong River) ที่หล่อเลี้ยงคนหลากหลายประเทศ และเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพี่น้องชาวไทยมาโดยตลอด
หากวิเคราะห์ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์พบว่าแม่น้ำเหล่านี้ล้วนมีต้นกำเนิดจากบริเวณแนวเทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งมีธารทะเลสาบน้ำแข็งกว่า 2.5 หมื่นแห่งกระจายอยู่ทั่วหุบเขา ประกอบกับที่กล่าวมาก่อนหน้าว่าบริเวณแนวเทือกเขาแห่งนี้กำลังละลายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่นอนว่าหากละลายลงมวลน้ำมหาศาลจะไหลบ่าลงสู่แม่น้ำเหล่านี้ ชุมชนบ้านเรือนแนวเทือกเขาย่อมได้รับผลกระทบน้ำท่วมฉับพลัน ปัญหาต่อมาที่อาจเผชิญคือชาวเอเชียอาจพบกับปัญหาการสูญเสียแหล่งน้ำจืดโดยฉับพลัน เพราะน้ำแข็งที่ละลายจะไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งปัจจุบันหลายประเทศนิยมสร้างเขื่อนกั้นตามเส้นทางลำน้ำสายหลัก ระบบนิเวศบริเวณแม่น้ำพังทลาย ประเทศทั้งหมดอาจส่งผลให้เกิดปัญหาแย่งชิงจัดสรรเรื่องน้ำอุปโภค-บริโภคที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศปลายลุ่มน้ำโขง
ประการต่อมาคือการถอดบทเรียนเรื่องการรับมือภัยพิบัติ แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ใช่แผ่นดินไหวโดยตรง ทว่าการละลายของธารน้ำแข็งย่อมทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่าโครงสร้างและชั้นดินตามแนวเทือกเขาไม่มั่นคง เนื่องจากมวลอันมหาศาลของน้ำแข็งทำหน้าที่เหมือนลูกเหล็กขนาดยักษ์ที่กดทับแผ่นเปลือกโลกและชั้นหินหนืด (Mantle) เอาไว้เป็นเวลานาน ซึ่งแรงดังกล่าวกำลังกดทับรอยเลื่อนไม่ให้ขยับตัวและเกิดปรากฏการณ์เปลือกโลกคืนตัว (Isostatic Rebound) และปลดปล่อยพลังงานที่สะสมหรือแผ่นดินไหวนั่นเอง
กลับมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณภาคเหนือและอีสานตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนที่ยังคงมีพลังซึ่งอาจได้รับผลกระทบดังกล่าวได้เช่นกัน
นอกจากนี้การที่ชั้นดินไม่มั่นคงจนถล่มลงมา อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับการถล่มของธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นได้กับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ (Rain Bomb) ได้เช่นกัน เพราะหากฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนชั้นดินอุ้มน้ำเต็มที่ ความมั่นคงของมวลดินจะลดลง และเพิ่มโอกาสเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และโคลนถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ลาดชันนั่นเอง
ทั้งนี้ภาครัฐเองต้องมีการใช้ระบบเตือนภัยที่รวดเร็วและทันสมัย ซึ่งในเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มที่เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเนื่องจากไม่สามารถอพยพขึ้นที่สูงได้ทันเนื่องจากการเตือนภัยที่ล่าช้า รวมถึงการที่ภาครัฐต้องเห็นความสำคัญของการมีโครงสร้างพื้นฐานสำรองทั้งน้ำและไฟฟ้าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติจะได้มีกำลังไฟฟ้าในการส่งสัญญาณเตือนภัยและขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ประการสุดท้ายคือ ธรรมาภิบาลในการจัดการภัยพิบัติระหว่างประเทศ ซึ่งนานาชาติต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยไม่ปล่อยให้เส้นพรมแดนมาเป็นอุปสรรคต่อการใช้ทรัพยากร และพร้อมช่วยเหลือกันด้วยมนุษยธรรมที่อยู่เหนือพรมแดนของประเทศ
การช่วยเหลือไม่เพียงแต่ภาครัฐเท่านั้น ภาคประชาชนก็สามารถร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะในฐานะอาสาสมัครหรือบทบาทอื่นใด พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนี้ จะถักทอเป็นเครือข่ายความช่วยเหลือและการเยียวยาที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพพร้อมก้าวผ่านปัญหาภัยพิบัติและอุปสรรคไปด้วยกัน เพียงทุกคนเริ่มขยับความช่วยเหลือแรงกระพืออันแผ่วเบาที่เริ่มจากคนเดียวก็กลายเป็นการขยับไปสู่ความช่วยเหลือที่เข้มแข็งราวกับผีเสือขยับปีกเช่นกัน
#NEVER END PEACE AND LOVE : A Message of Solidarity
เพื่อเป็นการสานต่อและถักทอพลังแห่งความร่วมมือ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และเครือข่ายภาคประชาชนไทย จึงได้ริเริ่มโครงการระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลันบริเวณพรมแดนรอยต่อเนปาล-ทิเบต โดยนำร่องรอยข้อความบนกำแพงคำว่า “Never End Peace And Love” ที่ถูกกระแสน้ำพัดจนพังทลาย มาร้อยเรียงความหมายใหม่ผ่านอักษร N-E-P-A-L เป็นหมุดหมายแห่งการฟื้นฟู ส่งมอบความช่วยเหลือ และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
N-E (NEVER END) คือสายใยแห่งมิตรภาพที่ถักทอมายาวนานกว่า 11 ปี ระหว่าง อินเสค (Informal Sector Service Centre : INSEC) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนแห่งเนปาล ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างกันในทุกวิกฤต
P (PEACE): ตัวแทนของสันติภาพและการยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังเช่นที่เครือข่ายอินเสคและ มอส. ร่วมผลักดันมาโดยตลอด เพื่อสร้างสังคมที่เชื่อมร้อยผู้คนด้วยพลังแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
A-L (AND LOVE): คือความรักและการช่วยเหลือข้ามพรมแดนจากประชาชนถึงประชาชน (People-to-People) เป็นแรงขับเคลื่อนที่ปราศจากเส้นแบ่งของประเทศ จับมือกันเพื่อส่งมอบแสงสว่าง คืนวิถีชีวิต และคืนความหวังให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
เจตนารมณ์แห่งความห่วงใยนี้ ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่านงานออกแบบเชิงสัญลักษณ์บนเสื้อแคมเปญ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรอยจารึกที่สูญสลาย ผสานเข้ากับบทสวด “โอม มานิ เพดเมฮัม” ซึ่งเป็นเสมือนคำอวยพรที่นักเดินทางมักพบเห็นได้ตลอดเส้นทางแสวงบุญ ลวดลายบนเสื้อเหล่านี้เสมือนการรับช่วงต่อข้อความจากพื้นที่จริงให้เป็นจดหมายเหตุที่บันทึกความทรงจำ และเป็น Message of Solidarity ที่บอกเล่าว่า ตราบใดที่เข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกยังคงเดินหน้าและวิกฤตสภาพอากาศยังดำเนินต่อไป มนุษยธรรมและมิตรภาพที่ไร้พรมแดนจะยังคงดำรงอยู่เคียงข้างเนปาลและเคียงข้างทุกชีวิตบนโลก เพื่อก้าวผ่านทุกหายนะไปด้วยกัน May this prayer guide us forward.
เรื่องโดย : อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี
Design by Manunya (TVS)
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสถานการณ์ในเนปาล จะดำเนินผ่านบัญชีมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ชื่อบัญชี : มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
เลขบัญชี : 100-2-82529-5
ธนาคาร : ทหารไทยธนชาต (TTB)
(ผู้ร่วมสมทบทุน สามารถขอใบลดหย่อนภาษีได้) กรณี E-donation สามารถลดหย่อนได้ทันที
ยอดบริจาคที่เข้ามาจะถูกรวบรวมและแจ้งให้ทุกท่านทราบในทุกสัปดาห์จนกว่าจะปิดแคมเปญ
