เมื่อควันไฟจากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับย่านลาดพร้าวเมื่อค่ำคืนวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาเริ่มซาลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 73 ชีวิต ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของครอบครัวผู้สูญเสีย ฉากทัศน์เดิม ๆ ที่สังคมไทยคุ้นตาเริ่มกลับมาทำงานทันที: เจ้าหน้าที่ระดับสูงลงพื้นที่ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว สั่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และประกาศตัวเลข “เงินเยียวยา” หลักหมื่นหลักแสนเพื่อชดเชยความเสียหาย
แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ ชีวิตคนไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะจ่ายเงินซื้อเพื่อจบเรื่องได้ และโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ “อุบัติเหตุจากความซวย” หากแต่เป็น “ภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ
หากเราลองเชื่อมโยงจุด (Connecting the Dots) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราจะพบว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ลาดพร้าวครั้งนี้ มีดีเอ็นเอแห่งความเพิกเฉยตัวเดียวกันกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม และกรณีถนนทรุดตัวครั้งใหญ่ที่หน้าโรงพยาบาลวชิระ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบความปลอดภัยสาธารณะไทยที่ทำงานแบบ “วัวหายล้อมคอก” มาโดยตลอด
รัฐไม่ใช่คนนอก แต่เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เพราะรัฐรับเงินค่าคำร้องไปแล้ว แต่ “เบี้ยวสัญญา” ความปลอดภัย
ในทุกคดีความสูญเสีย รัฐมักทำตัวเหมือนคนนอกหรือ “ฮีโร่” ที่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยชุบมือเปิบแจกเงินจัดการตอนท้าย แต่ในความเป็นจริง รัฐคือ “คู่สัญญา” ที่เก็บเงินผลประโยชน์จากประชาชนและผู้ประกอบการไปก่อนใครเพื่อนตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็น
- เงินค่าธรรมเนียมการตรวจแบบและอนุมัติการก่อสร้าง
- เงินค่าคำร้องและค่าอนุมัติแจ้งเปิดสถานประกอบการ
- เงินงบประมาณจัดจ้างผู้รับเหมาทำถนนและสาธารณูปโภค (ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน)
เมื่อรัฐเรียกเก็บเงินค่าคำร้อง ค่าบริการ และภาษีเหล่านี้ไปแล้ว สิ่งที่รัฐมีหน้าที่ต้องส่งมอบกลับคืนมาตามสัญญาผูกพันคือ “กระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสาธารณะ”
แต่สิ่งที่เราได้กลับคืนมากลับเป็นเพียงเศษกระดาษใบอนุญาตที่ไร้ความหมาย กับการตรวจตราแบบ “ผักชีโรยหน้า” มีการเลี่ยงบาลีทางกฎหมายอันคลาสสิกของสถานบันเทิงไทย ที่จดทะเบียนเป็น “ร้านอาหาร” เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ควบคุมอาคารที่เข้มงวด แต่ในความเป็นจริง กลับเปิดสถานประกอบกิจการที่ปิดทึบ ใช้วัสดุซับเสียงติดไฟง่ายเกรดต่ำ และปล่อยให้ทางหนีไฟถูกปิดตาย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
คำถามสำคัญคือ ทำไมรัฐต้องรอให้ตึกถล่มก่อนถึงจะรู้ว่าไม่มีคนคุมงาน? ทำไมต้องรอให้ถนนทรุดก่อนถึงจะรู้ว่าดินข้างล่างกลวง? และทำไมต้องรอให้มีคนถูกย่างสด 27 ศพก่อน ถึงจะรู้ว่าประตูหนีไฟถูกล็อก ทั้ง ๆ ที่รัฐรับเงินค่าตรวจตราและอนุมัติไปหมดแล้ว?
สามโศกนาฏกรรมที่สะท้อนปัญหาเดียวกัน
เหตุการณ์เหล่านี้มีพฤติกรรมเชิงระบบที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ
- กรณีอาคาร สตง. ถล่ม มันสะท้อนความหละหลวมในการควบคุมกระบวนการก่อสร้างและรื้อถอนที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดวิศวกรควบคุมงานที่แท้จริง และการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานท้องถิ่นที่ตรวจสอบเฉพาะบนหน้ากระดาษ
- กรณีถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิระ ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าที่ทรุดตัว มันก็สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลงานสาธารณูปโภคใต้ดินใต้ทางเท้า การขุดเจาะที่ขาดการประเมินความปลอดภัยเชิงรุก ปล่อยให้แผ่นดินกลวงเปล่าจนกระทั่งทรุดฮวบลงไปต่อหน้าประชาชน และมีท่าทีจะเกินเหตุซ้ำอีก
ระบบราชการมักอ้างคำว่า “เจ้าหน้าที่ไม่พอ” เป็นแผ่นเสียงตกร่องทุกครั้งที่เกิดเหตุ แต่ในทางปฏิบัติ เรากลับพบเห็นแต่การ “เคลียร์” ส่วยความปลอดภัยในระดับพื้นที่ เพื่อให้สถานประกอบการหรือโครงการที่ไม่ได้มาตรฐานยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ ประชาชนไทยกำลังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะด้วยความเสี่ยงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ราวกับว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องของ “โชคชะตา” ใครดวงดีก็รอด ใครดวงร้ายก็กลายเป็นศพในข่าวดังประจำวัน
ถึงเวลาปฏิรูประบบความปลอดภัยสาธารณะ รัฐในฐานะ “คู่สัญญาที่ต้องรับผิดชอบ”
หากเราไม่ต้องการเห็นโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก การแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการสอบสวนหาผู้กระทำผิดหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบกำกับดูแลทั้งหมด
ประการแรก รัฐควรพัฒนาระบบตรวจสอบที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เช่น สภาวิชาชีพ นักวิชาการ หรือองค์กรอิสระ เข้ามามีส่วนร่วมในการสุ่มตรวจและประเมินมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน
ประการที่สอง ต้องมีระบบกำหนดความรับผิดของหน่วยงานรัฐที่ชัดเจน หากความบกพร่องในการกำกับดูแลหรือการตรวจสอบเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเสียหาย หน่วยงานของรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับผิดตามกฎหมายอย่างจริงจัง
ประการที่สาม หากพบข้อบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยของชีวิต เช่น ระบบดับเพลิงไม่พร้อมใช้งาน ทางหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน หรือโครงสร้างอาคารมีความเสี่ยง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีหน้าที่สั่งระงับการใช้งานหรือปิดสถานที่ทันที จนกว่าจะได้รับการแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้เปิดดำเนินการต่อไปโดยหวังว่าจะไม่เกิดเหตุ
และประการสุดท้าย ข้อมูลด้านความปลอดภัยควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ประชาชนควรสามารถตรวจสอบประวัติการตรวจอาคาร ผลการตรวจสอบ และสถานะการรับรองมาตรฐานได้อย่างสะดวกผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการใช้บริการ และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
สิทธิของประชาชน คือการได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
สิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ในสังคม คือ “สิทธิที่จะมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ”
ประชาชนไม่ได้ต้องการเงินเยียวยาหลังความตาย และไม่ได้ต้องการให้รัฐทำตัวเป็นสปอนเซอร์งานศพ แต่เราต้องการหลักประกันว่า เมื่อเราจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ค่าคำร้อง และภาษีให้รัฐไปแล้ว เราต้องได้ทางเท้าที่ไม่สูบเราลงไปใต้ดิน อาคารสาธารณะที่ไม่ถล่มลงมาทับ และสถานบันเทิงที่เมื่อเราเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจแล้ว เราจะได้กลับบ้านไปเจอหน้าคนที่เรารักอย่างปลอดภัย
โศกนาฏกรรมที่ลาดพร้าว อาคาร สตง. ถล่ม และถนนทรุดหน้า รพ.วชิระ ต้องเป็นจุดตัดสุดท้ายที่ร้อยเรียงกันเพื่อยุติวงจรความเพิกเฉยของรัฐ รัฐต้องเลิกทำตัวเป็นผู้ตามจ่ายเมื่อเกิดเหตุ แล้วลุกขึ้นมาทำหน้าที่ป้องกันเชิงรุกในฐานะคู่สัญญาของประชาชนอย่างจริงจัง ก่อนที่ระบบที่ผุพังนี้จะสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์รายต่อไป
เรื่องโดย น้าเอง
