| วิกฤติอีสานจากการพัฒนา [1] |
|
|
|
| เขียนโดย อ.สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี |
| วันจันทร์ที่ 04 มิถุนายน 2012 เวลา 07:35 น. |
|
ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น จั๊กจั่นฮ้องคือฆ้องลั่นยาม คนมีศีล ดินมีน้ำ บ่ห่อนขาดเขินบก ฝูงหมู่สกุณานก บินซวนซมปลายไม้ ไทเมืองไกล เมืองใกล้ ไปมาได้จอดแว น้ำใจหลายดีแท้แท้ หมู่เฮาชาวอีสานซั่นแล้ว”
คนอีสานสมัยก่อนจะใช้คำผญา หรือภาษิตอีสาน เพื่อสอนสั่ง เตือนสติลูกหลานให้อยู่ในฮีต-คอง อนึ่ง คือการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ อันสะท้อนถึงภูมิปัญญา และองค์ความรู้ที่ได้สั่งสมมา ดังคำผญาข้างบน ซึ่งได้ขับเน้นถึงความเป็นอีสาน ความสมบูรณ์ของข้าว ปลา อาหาร และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
ก่อนจะก้าวล่วงไปสู่การพัฒนาตามแนวนโยบายของรัฐ อยากให้พวกเราช่วยกันตั้งคำถามที่ว่า ถ้าจะพัฒนาอีสาน อะไรคือประโยชน์แท้จริงที่คนอีสานจะได้รับ และอะไรคือความสุขของคนอีสานกันแน่? “สิไปทางหน้า ให้แนมเบิ่งคืนหลัง คั่นมะหลืดถืดเท่า สูเจ้าอย่าสิไป”
และมันจะยิ่งน่ากลัวขึ้นมาอีกหาก จีนอยากเป็นแบบอเมริกาขึ้นมา ตอนนี้ในประเทศจีนไม่ขี่จักรยานกันแล้ว รถยนต์ในจีนกว่า 100 ล้านคัน ใช้พลังงานมากแค่ไหน เอาแค่คนจีนรับประทานไก่ เพิ่มขึ้นคนละ 1 กิโลกรัม/ปี ก็จะต้องผลิตไก่เพิ่มปีละ 1,600 ล้านตัว ซึ่งหากจะหาข้าวโพดมาเลี้ยงไก่พวกนี้ก็ต้องใช้ถึง 3 ล้านตัน ซึ่งต้องหาพื้นที่ปลูกข้าวโพดประมาณ 5 ล้านไร่ พื้นที่เหล่านี้ อยู่ที่ไหนบ้างล่ะ ถ้าไม่ใช่บนภูเขาในภาคเหนือของไทย ในลาว จีน โดยเฉพาะแถวปากชม เชียงคาน ด่านซ้าย วังสะพุง
ทุกวันนี้คนที่จัดการทรัพยากรบนโลกมีเพียง 5% ส่วนคนอีก 95% ไม่รู้อยู่ส่วนไหนของโลก บางที่ก็แทบไม่มีน้ำจะกิน หรือกำลังเดินๆ อยู่ แต่มีอีแร้งคอยเดินตามเพื่อรอกินศพ โลกของเรามีความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรอย่างรุนแรง หากเราดูระดับโลกก็จะเห็นชัด กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ทำให้หลายภาคส่วนในสังคมเห็นร่วมกันว่า ทำไมไม่พัฒนาบนพื้นฐานนิเวศวัฒนธรรมของตนเอง พัฒนาบนฐานของความเป็นพื้นถิ่นของเรา โดยไม่ต้องไปมองเขามาก แม้เราต้องการความสะดวกสบายเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว ความสะดวกสบายน่าจะมีจุดที่สมดุลได้ และไม่จำเป็นต้องแพง เพราะการที่สังคมจะสะดวกสบายมากๆ นั้น ไม่ใช่ได้มาลอยๆ ต้องมีกระบวนการไปขูดรีดคนจน หรือคนซื่ออีกมาก เราก็อย่านึกว่าตนฉลาดกว่าที่ประเทศไทยจะพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างที่เป็นอยู่ เราก็ถูกเขาขูดรีดมาก่อน แล้วก็ไปขูดรีดคนอื่นเขาต่อ ถ้ายังอยู่ในวังวนอย่างนี้ โลกของเราจะอยู่กันอย่างไร
ยกตัวอย่างเรื่องโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เขาใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์สูงมาก ตอนนี้กระทรวงพลังงานใช้งบประมาณของประเทศประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อเอาไปสร้างความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ให้คนอยากได้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์ ในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 5 แห่ง มีภาคอีสานอยู่ 2 แห่ง คือ กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี และมีข้อเสนอว่า ควรเริ่มดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกให้ได้ในปี 2563 ในช่วงเดียวกันนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า สหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทต่ออาเซียนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเสริมสร้างประชาธิปไตยในพม่า การลงทุนในภูมิภาคนี้ รวมถึงการขายสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้อเมริกาก็เพิ่งจะอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แห่งใหม่ในรอบ 30 ปี
สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย หรืออาจจะเป็นเพียงความพยายามในการดิ้นรนอย่างที่สุดของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ก็เป็นได้ เพราะขณะนี้โลกของเราใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์แค่ร้อยละ 6 สูงสุดคือน้ำมัน รองลงมาคือก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เพราะความเป็นจริงแล้วหากสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในทุกประเทศ และเพิ่มระดับการใช้ประโยชน์จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานในโลก แร่ยูเรเนียมอาจจะหมดภายใน 3 ปี อุตสาหกรรมนิวเคลียร์จึงพยายามขายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และหาทางทำกำไรจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้มากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมนี้ซบเซามานานแล้ว กรณีต่างๆ เหล่านี้จึงเห็นได้ชัดว่า โลกาภิวัฒน์ หรือทุนข้ามชาติจะทำงานได้ดีก็ต้องอาศัยความฉ้อฉลของนักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ เขาอาศัยความไม่รู้ของเรา เอาเงินภาษีของเรามาใช้สร้างภาพหลงให้เราเชื่อตาม หรือแม้แต่หลงไปกับภาพสวยงามของประชาธิปไตย ตลาดเสรี แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
สิ่งที่อยากเสนอก็คือ หากทุกประเทศในโลกของเรายังพยายามหาประโยชน์กันแบบนี้ มีการคาดการณ์กันไว้ว่าอีกเพียง 40 ปีข้างหน้า เราอาจต้องใช้โลกอีก 6 ใบ จึงจะมีทรัพยากรมากพอ หรือไม่ก็มีอีก 2 วิธีก็คือ 1) ต้องฆ่าคน 2-3 พันล้านคน หรือ 2) เฉลี่ยกันใช้ให้พอโดยไม่ต้องโลภมาก เราจะเอาแบบไหน?
จีนกำลังเป็นทุนนิยมที่กลัว กระบวนการทางนโยบายทุกอย่างผ่านขั้นตอนเร็วมาก เป็นทุนนิยมแต่เผด็จการทางปกครองประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายน้อยที่สุด จีนจึงไปลงทุนอยู่ทั่วโลก ในเวทีโลกจีนอ้างว่าให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สะอาด โดยให้ข้อมูลว่าแม้ GDP ของจีนจะเพิ่มขึ้นมาก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับมีสัดส่วนลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติของจีนที่เพิ่มขึ้น แต่อันที่จริงแล้วจีนไปลงทุนต่างประเทศเยอะมาก ไปปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศต่างๆ ก็มาก แต่เวลาเอามาคำนวณการเติบโต ก็เอามาแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่เอาตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในบ้านคนอื่นมารวมด้วย ดังนั้น ก๊าซเรือนกระจกในโลกโดยภาพรวมก็ไม่ได้ลดลงเลย
จีนลงทุนกับระบบ Logistic หรือสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในภูมิภาคอินโดจีนและลุ่มน้ำโขงเยอะมาก ทั้งในลาว กัมพูชา พม่าและไทยในอนาคต นอกจากนี้ จีนยังลงทุนภาคอุตสาหกรรมเกษตรมากเช่นกัน อย่างกรณีลงทุนปลูกยางพาราที่เขมร ซึ่งจีนเข้าไปสัมปทานที่ดินแปลงใหญ่รวมๆ กันแล้วนับล้านไร่ เขาต้องตัดป่าสมบูรณ์ออกเพื่อปลูกยางพารา ป่าในเขมรจึงถูกทำลายอย่างย่อยยับ เขาไปสร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรประเทศอื่นเอาไว้มาก แต่จีนก็อุดหนุนเกษตรกรของเขาดีกว่า ดีกว่าประเทศไทยเรามาก ไม่แน่ว่ายางพาราที่คาดกันว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอีสานจะราคาดีอย่างนี้ไปอีกได้นานเพียงใด เมื่อคาดว่าผลผลิตยางพาราในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และผู้ซื้อรวมถึงผู้ปลูกรายใหญ่อาจจะ เป็นจีนนั่นเอง
มีปรากฏการณ์อันหนึ่งที่สะท้อนอิทธิพลของความเป็นทุนจีนในตลาดอินโดจีน ตอนนี้มีพ่อค้าคนจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก สินค้าจีนหลั่งไหลเข้ามามากมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตอนนี้เมืองไทยจึงเป็นแหล่งรวมของพ่อค้าและแรงงานต่างด้าว และคนอีสานเองหากยังไม่ปรับตัว หรือเตรียมการรองรับให้ดีในเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นคนที่น่าสงสารมาก
แม้เราจะรังเกียจการเป็นผู้ใช้แรงงานแบบเก่าที่ถูกใช้งานหนักๆ เพราะมีคนลาว คนเขมร คนพม่ามาทำแทน แต่ก็อาจจะกลายแรงงานไฮโซ คือ ทำงานเบาขึ้น แต่สรุปแล้วก็เป็นเพียงแรงงานรับจ้างเหมือนกัน หรือบางทีอาจมีโอกาสตกงานมากขึ้น เมื่อจะเริ่มเปิดเสรีประชาคมอาเซียนเต็มตัวภายในปี ค.ศ. 2015 นี้ คนรุ่นหลังจะลำบาก โดยเฉพาะเรื่องการส่งต่อผืนแผ่นดินให้ลูกให้หลานดูแลต่อไป ในอนาคตจะมีแผ่นดินอยู่อาศัยทำกินเช่นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่น่าศึกษาติดตามอย่างมาก เพราะยังไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากแนวโน้มของคนรุ่นหลังที่จะเข้าสู่อาชีพเกษตรกรตามพ่อแม่ลดลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องต้องคิดกันให้มาก เพราะโลกาภิวัตน์กำลังไล่ต้อนเรา แต่ที่น่าเจ็บใจคือเราไม่รู้สึกตัว บางทีกลับเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย
โปรดติดตามตอนต่อไป..
*เผยแพร่แล้วในจดหมายข่าวคนฮักถิ่น: ข่าวสารด้านนิเวศวัฒนธรรม เพื่อความเป็นธรรมในสังคมอีสาน ปีที่ 8 ฉบับที่ 76 ประจำ เดือน มกราคม พ.ศ. 2555
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 04 มิถุนายน 2012 เวลา 07:50 น. |










